โอเค ได้เวลากลับมารีวิวเกมส์ Darksiders จากที่เกริ่นไปในกระทู้ที่แล้วกันนะครับ

 

ต้องขอบอกก่อนว่ารีวิวนี้จะเน้นเนื้อเรื่องมากกว่าระบบการเล่นนะครับ ปริศนาหรือศัตรูตามทางผมจะบรรยายแค่ผ่านๆ อยากจะเน้นหนักไปทางเรื่องราวที่เกิดขึ้นมากกว่า

 

 

เริ่มเกมส์

 

หลังจากฉากเปิดเกมส์จบลง เราก็จะได้รับบทเป็นWar หนึ่งในสี่อัศวินผู้ขี่อาชาแห่งวันสิ้นโลก โดยตัวเกมส์จะเริ่มให้เราทำการฝึกต่อสู้กับปีศาจที่เข้ามาเพื่อเรียนรู้ระบบการเล่นซะก่อน หลักๆแล้วก็จะมีการโจมตีแบบเบสิคธรรมดาๆ การกดฟินิชชิ่งเพื่อจัดการศัตรู แล้วสุดท้ายคือคาออสโหมด…เป็นการกดปุ่มแปลงร่างเป็นยักษ์เพลิงซึ่งนอกจากพลังโจมตีจะเพิ่มพรวดพราดแล้ว ยังทำให้เราเป็นอมตะด้วย

 

 

เมื่อจบช่วงซ้อมก็ให้เราเริ่มเดินไปตามถนนได้เลยครับ เราจะพบว่าวัตถุต่างๆในเกมส์ทั้งรถยนต์ เสาไฟฟ้า สามารถหยิบจับมาใช้ขว้างใส่ศัตรูได้ซึ่งสร้างดาเมจพอสมควรเลยทีเดียว ตรงจุดนี้แม้เราจะยังสามารถแปลงเป็นคาออสโหมดได้ แต่ผมแนะนำให้เดินในร่างปรกติจะเร็วกว่าครับ เพราะร่างยักษ์นั้นวิ่งช้ามากๆ

ระหว่างทางนี้นอกจากปีศาจชุดเดิมๆแล้วเราจะได้พบกับศัตรูอีกกลุ่มนั่นก็คือพวกทหารเทวดาครับ โดยพวกนี้จะไม่ได้เก่งกาจอะไรมากแต่มีข้อดีตรงที่พวกเฮียๆเขาบินได้ วิธีจัดการที่เหมาะสุดคือหยิบรถขว้างใส่ครับ แต่ถ้าใครจะกระโดดขึ้นไปฟันสดเอามันส์ก็แล้วแต่จะชอบ

 

หลังจากผ่านการพะบู๊มาพอสมควร ณ จุดหนึ่งอยู่ดีๆพระเอกของเราก็จะสูญเสียพลังไปโดยไม่ทราบสาเหตุ ทั้งคาออสโหมดที่หายไปและหลอดพลังชีวิตก็ลดลงอย่างฮวบฮาบ ช่วงนี้ถ้าสังเกตจะเห็นยักษ์หินตัวหนึ่งที่เดินอยู่ในเมืองกำลังโดนปีศาจล่ามโซ่อยู่ด้วย ไม่ต้องตกใจครับ เพราะบอสตัวใหญ่กว่านี้อีก…

 

 

แม้จะเกิดเหตุไม่คาดฝันแต่พี่Warของเราก็ยังคงมุ่งหน้าต่อไปจนถึงบ่อลาวา ตัวเกมส์จะตัดเข้าคัตซีนของหัวหน้าเทวดาองค์หนึ่งชื่อว่า “อาบาดอน”(Abadon) หรือก็คือตาลุงหน้าเข้มตาบอดข้างหนึ่งนั่นเอง ซึ่งทันทีที่เขาเห็นเราก็จะแสดงท่าทีตกใจมาก ขนาดเราถามไปว่า “เกิดเรื่องอะไรขึ้น? พี่น้องของข้าอยู่ที่ไหน!??(หมายถึงอัศวินอีก 3 คน)” เฮียเทพก็ไม่ตอบแถมมัวแต่อึ้งจนจะโดนปีศาจเขมือบเอาหลายหน ร้อนถึงลูกน้องคนสนิท “ยูเรียล”(Ureil)ต้องบินเข้ามาช่วย

 

 

อาบาดอนจะพึมพำอะไรไปเรื่อยจนประโยคหนึ่งหลุดออกมาคือ “เป็นไปไม่ได้ ผนึกอันที่ 7 ยังไม่ถูกทำลายนี่นา!? แต่พูดได้แค่นั้นก็โดนมือยักษ์จากบ่อลาวาพุ่งขึ้นมาขยี้จนตาย พร้อมกับการปรากฏตัวของ “สตาร์ก้า”(Straga) ยักษ์หุ้มเกราะที่เป็นบอสในด่านนี้นั่นเอง

 

 

ถึงมันจะตัวใหญ่แถมหน้าดุ แต่การต่อสู้ไม่ได้ยากเย็นเท่าไหร่ครับ วิธีสู้กับมันก็คือเราต้องรอจนสตาร์ก้าหยิบซากรถมาขว้างใส่เรา ให้เรากะจังหวะหลบดีๆแล้วหยิบรถพวกนั้นขว้างใส่มันไป(ไม่ต้องกังวลเรื่องการเล็งเพราะบอสตัวใหญ่มาก ถ้าปาไม่โดนนี่ควรพิจารณาตัวเองด่วน) พอครบสองคันแล้วมันจะทรุดหน้าลงมาเกาะขอบบ่อให้เราวิ่งเข้าไปฟันได้ พอสตาร์ก้าลุกขึ้นมาจะมีช่วงที่มันโจมตีด้วยการขย่มพื้นกับทุบพื้นอัดเป็นคลื่นกระแทกเล็กน้อย กะจังหวะให้ดีก็หลบได้ไม่ยากครับ

 

ทำประมาณ 2-3 ครั้งในที่สุดก็จะมีปุ่มขึ้นมาให้เราทำการกดฟินิชชิ่ง(กดแค่ครั้งเดียว ไม่ต้องกดตามแบบ God of Warนะครับ) แต่ฉากที่Warกำลังจะกระโดดเสียบหน้าบอสอยู่นั้นเอง…พลังที่เหลืออยู่น้อยนิดของเราก็ถูกชิงไปจนเกลี้ยงทำให้เราพลาดท่าโดนสตาร์ก้าจับตัวไว้และถูกบี้เละแบบเดียวกับอาบาดอน ก่อนตายพระเอกได้เปรยว่า “กฎ..ถูกทำลายลงแล้ว”

 

 

 

เป็นอันจบช่วงอินโทรของเกมส์ครับ

 

 

 

 

จากนั้นฉากจะตัดมาที่หน้าสภานรก Warกำลังถูกตัดสินจากสามผู้พิพากษาโดยเขาถูกคาดโทษที่ออกไปรบโดยไม่มีคำสั่ง ถูกกล่าวหาว่าเป็นคนที่ชักนำกองทัพของ “Destroyer” หรือทัพของเหล่าปีศาจมายังโลก และมีความผิดในฐานะที่ทำให้โลกมนุษย์ล่มสลาย ซึ่งเราจะได้รู้ว่าDestroyerนั้นเป็นชื่อผู้นำของเหล่าปีศาจนั่นเอง

Warพยามแก้ต่างว่าตัวเขาถูกเรียก(ใช้คำว่าSummon)ให้ออกไปรบ ไม่ได้ออกไปโดยพลการ แถมเมื่อเขาไปถึงโลก…สงครามก็เกิดขึ้นไปตั้งนานแล้ว โดยWarจะอ้างถึงอาบาดอนและบอกว่าหัวหน้าเทวดาจะต้องรู้อะไรบางอย่างเกี่ยวกับเหตุการณ์นี้แน่ๆ แต่สภาตอบปัดๆแค่ว่าอาบาดอนตายเพราะต่อสู้กับความโกลาหลที่Warก่อขึ้นนั่นแหละ

 

โดนกล่าวหาฝ่ายเดียวบ่อยๆ พระเอกก็เริ่มจะของขึ้นแล้วตวาดไปว่าเขาสู้กับพวกปีศาจจนตัวตายแบบนี้ สภายังสงสัยเขาได้ยังไง? ผู้พิพากษาจึงอ้างว่าการตายของWarไม่ได้ช่วยพิสูจน์อะไรเลย เหมือนกับว่าDestroyerเขี่ยWarทิ้งหลังจากใช้งานเสร็จเท่านั้นเอง และสมาชิกทั้งสามก็ยืนยันที่จะลงโทษWarตามข้อกล่าวหาทั้งหมด

 

 

“ข้าต่อสู้เพื่อรับใช้สภาและความสมดุลเท่านั้น เยี่ยงอัศวินผู้ขี่อาชากระทำมาโดยตลอด ส่งข้ากลับไปบนโลก…ข้าจะลงโทษผู้ที่ต้องรับผิดชอบเรื่องนี้เอง!!

 

พี่พระเอกกล่าวออกมาอย่างหนักแน่นว่าจะพิสูจน์และล้างมลทินให้ตัวเอง แม้ทางสภาจะปรามาสว่าสภาพของWarตอนนี้(สูญเสียพลัง)จะไปสู้ปีศาจไหวเรอะ? Warอ้างไปว่าถ้าเขาแพ้จริง…ก็ถือว่าเขาถูกพวกปีศาจสำเร็จโทษแทนสภาไปเลยก็หมดเรื่อง ผู้พิพากษาทั้งสามจึงตัดสินใจอนุญาตให้Warกลับไปขึ้นไปบนโลกได้ แต่มีข้อแม้ว่าเขาจะต้องพาผู้ติดตามไปด้วย

 

 

Warจะถูกตัวประหลาดสีดำเข้ามาสิงร่าง ซึ่งเจ้านี่ก็คือ Watcher ทาสผู้ซื่อสัตย์แห่งสภากลางและยามนี้ได้รับมอบอำนาจให้สังหารWarได้ทุกเมื่อในกรณีที่เขาทำท่าจะก่อปัญหาทั้งยังมีหน้าที่เฝ้าจับตามองWarในภารกิจค้นหาคนร้ายตัวจริงครั้งนี้ด้วย

 

จากนั้นสภาจะบอกเป้าหมายแรกให้Warโดยสั่งให้เขาตามหา Vulgrim ปีศาจที่ท่องไปมาระหว่างมิติพร้อมกับเล่าว่าตั้งแต่การสงบศึกระหว่างเทวดาและปีศาจเริ่มขึ้นนั้น…มีปีศาจหลายตนถอนตัวจากสังกัดของDestroyerซึ่งพวกมันเหล่านี้น่าจะช่วยWarในภารกิจครั้งนี้ได้ไม่มากก็น้อย

 

เมื่อรับอาวุธและฟังอธิบายเกี่ยวกับระบบSoul(เป็นแต้มวิญญาณที่เราใช้แทนเงินในการซื้อของในเกมส์นี้)เสร็จ Warจะถูกส่งกลับขึ้นไปบนโลกทันที

 

ประมวลปมของเนื้อเรื่องขณะนี้

-ใครเป็นคนเรียกWarลงมาทั้งที่โลกทั้งที่ผนึกทั้งหมดยังไม่ถูกทำลาย?

-ทำไมกองทัพของDestroyerถึงขึ้นมาโจมตีโลกทั้งที่ยังไม่ถึงเวลา?

-อาบาดอนกองทัพเทวดามีส่วนรู้เห็นในเหตุการณ์นี้หรือไม่? และทำไมอาบาดอนพูดเหมือนมีลับลมคมในอะไรบางอย่าง?

-ใครเป็นคนทำให้Warสูญเสียพลังจนพ่ายแพ้?

 

 

กลับมาบนโลกซึ่งน่าจะเป็นเมืองเดิมกับที่เรามาตอนแรก สภาพของสิ่งก่อสร้างนั้นเรียกได้ว่ามีแต่ซากปรักหักพังในสภาพเสื่อโทรมเหมือนวันสิ้นโลก WarถามWatcherว่าเวลาที่นี่ผ่านไปกี่ปีก็ได้คำตอบว่าเป็นศตวรรษแล้ว ไม่มีมนุษย์เหลือรอดแม้แต่คนเดียวจนอาณาจักรที่ 3 ล่มสลาย เท่ากับว่า…แผนการในศึกEndwarก็ไม่มีวันเป็นจริงได้อีกตลอดกาล

 

ให้เราเริ่มเดินไปตามทางต่อจะได้พบกับฝูงซอมบี้มากมายแห่มาต้อนรับ ซึ่งศัตรูประเภทนี้ไม่ใช่อะไรมากไปกว่ากระสอบทรายซ้อมมือดีๆนี่เอง และหากใครอยากเติมพลังชีวิตก็ให้กดฟินิชชิ่งใส่พวกซอมบี้จะทำให้เราได้Soulมาเติมพลังพอสมควร ผ่านเข้ามาในตัวตึกเรื่อยๆจะมีปีศาจตัวใหญ่ออกมาให้สู้ประมาณ 2 ตัว แนะนำให้ใช้โต๊ะและเก้าอี้ที่วางอยู่เกลื่อนกลาดขว้างใส่มันจะช่วยให้ปราบง่ายขึ้น จนเมื่อเราออกมานอกอาคารแล้วก็จะตัดเข้าสู่คัตซีนสำคัญอีกฉากหนึ่ง นั่นคือการปรากฏตัวของวัลกริม

 

 

 

ถ้าจะพูดให้เข้าใจง่ายๆ วัลกริมก็คือพ่อค้าปีศาจที่จะเป็นคนขายอาวุธ เวท ไอเท็ม และช่วยปลดล๊อคทักษะต่างๆให้กับเราโดยแลกกับSoulนั่นเอง เมื่อพบหน้ากันครั้งแรก…วัลกริมจะเอ่ยอย่างปลาบปลื้มว่าในที่สุดสภาก็ยอมเรียกใช้งานปีศาจอย่างเขาจริงๆจังๆซะทีพร้อมบอกWarว่าถ้าอยากได้ข่าวสาร…ก็ต้องเอาอะไรมาแลก Warก็ปล่อยดวงวิญญาณที่สะสมมาให้วัลกริมสวาปามจนพอใจ

 

แล้วอาเฮียดิลเลอร์ก็เริ่มเปรยข้อมูลออกมา โดยไม่มีการอ้อมค้อม…วัลกริมบอกว่าหากWarอยากตามหาDestroyerและปริศนาเกี่ยวกับความโกลาหลนี้ก็ต้องไปที่ หอคอยบรรลังก์ดำ(Black Thorne) แต่การจะไปถึงที่นั่นนั้น สำหรับWarในสภาพอ่อนแอแบบนี้เป็นไปไม่ได้แน่นอน แถมตลอดทางยังมีเวทมนตร์ของปีศาจขัดขวางอยู่ขนาดตัววัลกริมเองยังไม่รู้เลยว่าจะผ่านไปได้ยังไง Warจึงถามว่างั้นใครรู้? วัลกริมหยิบไอเทม Earthcaller  ขึ้นมาโชว์แล้วยื่นข้อเสนอว่าถ้าWarเติมเต็มความหิวของเขา เขาก็จะเติมเต็มความอยากรู้ให้War…

 

 

ตรงนี้จะตัดเข้าเควสเล็กๆโดยเราต้องออกไปสู้กับปีศาจรอบๆเมืองเพื่อเก็บSoulให้ได้ 500 แต้มสำหรับนำไปแลกกับแตรearthcallerของวัลกริม ข้อแนะนำคือนอกจากการสู้กับปีศาจแล้ว…บางจุดของเมืองจะมีหีบวิญญาณซ่อนอยู่ซึ่งจะให้แต้มครั้งละมากๆ ลองวิ่งหาดูตามบันไดหรือมุมตึกจะพบได้ไม่ยากครับ(ในช่วงแรกที่เราเก็บได้จะมีอยู่ประมาณ 3 หีบ แต่ถ้าคิดว่าสู้ปีศาจง่ายกว่าก็ไว้ค่อยมาเก็บเวลาอื่นก็ได้) เมื่อเก็บแต้มครบแล้วWathcerจะโผล่ออกมาบอกให้เรากลับไปวัลกริมทันที(ในขณะเล่นนั้น เราสามารถกดเรียกWatcherขึ้นมาคุยด้วยได้ตลอดเวลา แต่ไม่ค่อยมีประโยชน์เท่าไหร่…เพราะส่วนมากมันจะชอบพูดเสียดสีเราแบบกวนๆซะมากกว่า ถ้าใครรู้สึกเหงาจะเรียกมันมาคุยเล่นก็ดีเหมือนกัน)

 

วัลกริมจะมอบแตรให้เรา ซึ่งไอเทมชิ้นนี้มีคุณสมบัติในการปลุกเหล่ายักษ์ที่ถูกผนึกเป็นประตูขวางทางเข้าออกอยู่ ก่อนจากกันนั้นวัลกริมได้ทิ้งท้ายว่าWarสามารถตามหาเขาได้ทุกที่ ถ้ามีSoulมากพอเมื่อไหร่ก็ให้มาแลกเปลี่ยนสินค้ากับเขาได้ทุกเมื่อ(สถานที่ของวัลกริมจะปรากฏเป็นแท่นวงกลมอยู่ตามจุดต่างๆทั่วแผนที่โลก ทางที่ดีควรจะรีบไปตามหาให้ครบตั้งแต่เนิ่นๆเพราะช่วงหลังจะมีความสำคัญมาก)

 

 

ให้เรากดเป่าแตรบริเวณประตูเมืองใกล้ๆนั้น จะพบว่าผนึกที่ปิดทางเข้าอยู่ก็คือยักษ์หินที่เราเห็นถูกล่ามโซ่ในตอนแรกนั่นเอง โดยเมื่อพี่ยักษ์ขอบคุณเราเสร็จก็จะบอกว่ายังมีพี่น้องของตนถูกผนึกไว้ตามที่ต่างๆโดยกองกำลังของDestroyer หากWarต้องการผ่านทางก็ต้องปลดปล่อยพวกทั้งหมดให้ได้ พอพูดจบก็จะเดินจากไป

 

ผ่านประตูเข้าไปจะเป็นเส้นทางในอาคารเหมือนช่วงแรก มีศัตรูประปรายก็ให้พยามสู้ไปแบบไม่ต้องรีบร้อน จนสุดท้ายเราจะโผล่มาที่ลานขนาดใหญ่ซึ่งมีบ่อลาวาพร้อมพื้นดินแปลกๆที่เหมือนอุ้งมือปีศาจงอกอยู่ตรงกลาง ให้เราวิ่งไปที่ลานนั้นเพื่อเผชิญหน้ากับบอสของด่านซึ่งเป็นทหารปีศาจธรรมดาๆ

 

 

 

การสู้กับบอสตัวนี้จะต่างกับสตาร์ก้าเพราะเป็นบอสแบบอัดกันตัวต่อตัว มีแพทเทิร์นเล็กน้อยแต่ไม่ตายตัวนัก โดยหลักๆคือบอสจะเรียกลูกน้องออกมาเป็นชุดๆ เราจะเก็บสมุนก่อนหรือจะไม่สนแล้วอัดแต่บอสอย่างเดียวก็ได้ ที่สำคัญคือแตรEarthcallerนั้นสามารถใช้เป่าใส่บอสตัวนี้ได้ดีมาก ให้พยามดูจังหวะการโจมตีแล้วหาช่องฟันสวนไปเรื่อยๆก็จะชนะได้ครับ

 

พอจัดการเสร็จ ให้เราเดินไปขยับแท่นรูปปั้นกากอยส์ในบริเวณนั้นสองแท่น(Watcherจะโผล่ออกมาชี้ตำแหน่งให้เรา)จนมีเลือดไหลออกมารวมกันที่กลางลาน จากนั้นจะเกิดหลุดขนาดใหญ่พร้อมการปรากฏตัวของปีศาจอีกตนนามว่า “ซามูเอล”(Samael)

 

 

 

ก็สิ้นสุดสำหรับสปอยล์ตอนนี้ พบกันใหม่เอนทรี่หน้าครับ^-^

edit @ 5 Oct 2010 16:31:41 by Starheart

 


 

 

                             ในกระแสของเกมส์แอ็คชั่นมากมายที่ลงให้เครื่องเน๊กเจนซ์รุ่นใหม่อย่าง PS3 และ Xbox360 นั้น.... มีอยู่หนึ่งเกมส์ที่มองดูตอนแรกก็ชวนให้คิดว่ามันเป็นเกมที่ทำการ "ลอก" เกมส์แอ๊คชั่นรุ่นพี่อย่าง God of War หรือ Devil May Cry มา แต่ก็อย่างที่หลายๆคนเริ่มพูดกันแล้วว่า "ไม่สำคัญว่าคุณลอกเขามามากแค่ไหน มันสำคัญที่ว่าเกมส์ของคุณสร้างเอกลักษณ์ของตัวมันเองได้รึเปล่าต่างหาก" ซึ่งจากการลิ้มชิมรสเกมส์ Darksiders : Wrath of War ก็ขอคอนเฟิร์มว่าเกมส์นี้มีดีกว่าแค่การก๊อปปี้ชาวบ้านแน่นอน

 

เนื้อหาต่อไปนี้มีการสปอยล์เนื้อเรื่องและตัวเกมส์ค่อนข้างมาก ระวังจะเสียอรรถรสหากยังไม่เล่นไม่จบ

 

                              Draksiders : Wrath of War ว่าด้วยเรื่องราวในพระคัมภีร์ไบเบิ้ลบทสุดท้าย "วิวรณ์" ที่กล่าวถึงวันสิ้นโลก โดย ณ วันนั้น...จะมี 4 อัศวินซึ่งนำพาความวิบัติมาสู่โลกพิภพเพื่อการชำระล้างสู่ยุคใหม่ โดยตัวเกมส์ได้มีการดัดแปลงและสร้างจักรวาลของเนื้อเรื่องใหม่ดังนี้

 

 (เป็นการแปลภาษาอังกฤษแบบงูๆปลาๆของ จขบ. หากผิดพลาดประการใดขออภัยด้วยครับ= =")

 

                              เนิ่นนานมาแล้ว จักรวาลถูกสรรค์สร้างขึ้นโดย "ผู้สร้าง(Creator หรือ พระเจ้า นั่นเอง)" และได้ทรงก่อร่างดินแดนขึ้นมาสองแห่งคือ "สวรรค์(Heaven)" กับ "นรก(Hell)" โดยทั้งสองภพนี้ได้ทำสงครามกันอย่างไม่หยุดหย่อน ผลัดกันแพ้ผลัดกันชนะ วนเวียนเป็นวัฏจักรอันไร้ที่สิ้นสุด เพื่อให้ความวุ่นวายนี้สงบลง...จึงได้เกิด "สภากลาง (Charred Council)" ขึ้นมา เป็นขุมอำนาจที่ไม่เข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เพียงแต่รักษาไว้ซึ่งกฎและความสมดุลเท่านั้น โดยอาวุธที่ทรงอานุภาพที่สุดของสภาก็คือ "4 Horsemen of Apocalypse" หรือสี่อัศวินแห่งวันสิ้นโลกนั่นเอง ถึงแม้จะเป็นขุนพลที่แข็งแกร่ง แต่สภาจะใช้งานพวกเขาได้ก็ต่อเมื่อมีการละเมิดกฎจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเท่านั้น ไม่สามารถใช้เพื่อประโยชน์อื่นนอกเหนือจากนี้ได้

 

(สภา....ถึงจะบอกว่าฝ่ายกลาง แต่ลุคพี่แกเอนไปทางนรกสุดๆ...)

 

 

                             ทั้งสวรรค์และนรกต่างยอมยุติศึกเพื่อเห็นแก่สภา จนเมื่อความสงบสุขมาเยือน พระผู้สร้างก็ได้ก่อตั้ง "อาณาจักรที่ 3(The Third Kingdom)" ซึ่งเป็นเผ่าพันธ์ของมนุษยชาติขึ้นมา สภากลางเล็งเห็นว่าเผ่าพันธ์นี้แม้จะอ่อนแอแต่หากเติบโตพอจนเข้มแข็งในระดับหนึ่งแล้ว...ก็จะเป็นกลุ่มที่ช่วยคานอำนาจของสงครามได้เป็นอย่างดี จึงได้มีการสร้าง "ตราผนึกทั้ง 7 "ขึ้น โดยวันใดที่อาณาจักรมนุษย์แข็งแกร่งพอจะเข้าสู่ "ศึกสุดท้าย(Endwar)" แล้ว ผนึกนี้จะถูกทำลาย เมื่อนั้น...สวรรค์ นรก มนุษย์ จะได้ห้ำหั่นกัน และสภาก็จะส่งสี่อัศวินเข้าร่วมศึกด้วย เป็นสมรภูมิสุดท้ายที่จะนำสมดุลมาสู่จักรวาลอย่างแท้จริง

 

                              ไตเติ้ลของเกมส์เกริ่นไว้เหมือนจะเป็นเกมส์ RTS ที่ให้เราเลือกฝ่ายมาจัดกองทัพสู้กันซะงั้น แต่หลังการบรรยายจบลง.....ตัวเกมส์ได้เข้าสู่คัตซีนในยุคปัจจุบันที่มนุษย์เราใช้ชีวิตกันตามปรกติ แต่แล้วจอโทรทัศน์ขนาดใหญ่กลางเมืองก็ได้ประกาศข่าวเกี่ยวกับการพบเห็นอุกกาบาตปริศนาที่ทำท่าจะพุ่งใส่โลก

 

 

                               ทว่ายังไม่ทันจะตัดเข้าโฆษณา...อุกกาบาตหลายสิบลูกก็พุ่งถล่มใส่เมืองทั้งเมืองแบบไม่ยั้ง มีการตัดภาพซูมไปยังกลุ่มวัตถุที่กำลังพุ่งฝ่าชั้นบรรยากาศลงมาว่าแแท้จริงแล้วมันไม่ใช่หินนอกโลก....แต่เป็นร่างของทหารเทพและปีศาจหลายร้อยตนกำลังจับคู่ฟัดกันอย่างดุเดือด พอลงมาถึงพื้นโลก...เหล่าอสูรคลั่งจึงเริ่มลามปามไล่ฆ่ามนุษย์ตัวกระเปี๊ยกกันอย่างสนุกสนาน

 

                               และแล้วก็ถึงเวลาเผยโฉมพระเอกของเกมส์ อุกกาบาตลูกหนึ่งตกลงมากลางถนน...ไม่ใช่เทพ...ไม่ใช่ปีศาจ....แต่เป็นชายในชุดเกราะห่มผ้าคลุมสีแดง มือถือดาบใหญ่พร้อมความเงียบที่ไร้แม้การประกาศนามตัวเอง

 

 

 

 

ภาพและเสียง

 

                               กราฟฟิกของเกมส์ดาร์คไซเดอร์นั้นถือว่าทำออกมาได้ไม่เลวเลยทีเดียว แม้จะดูแข็งๆแต่ก็ลื่นไหลเวลาเล่น ฉากต่างๆให้ความรู้สึกอลังการงานสร้าง ซาวน์เสียงถึงจะไม่มีเพลงติดหูแต่เวลาเอามาประกอบคัตซีนหรือฉากต่อสู้ก็ช่วยเร้าอารมณ์ได้เป็นอย่างดี อีกจุดเด่นคือ "เลือด" ที่สาดออกมาในฉากบู๊ของเกมส์นี้ดู "การ์ตูน" มากๆ ถึงท่าฟินิชชิ่งและการฆ่าศัตรูอาจจะฮาร์ดคอร์แต่โดยรวมแล้วไม่ถึงกับเสียวสยองแบบ God of War เท่าไหร่ ที่ต้องขอชมคือเสียงเอฟเฟ็กต่างๆเวลาตีรันฟันแทงทำออกมาได้ดี เสียงพากย์ก็ได้อารมณ์เหมือนดูหนังเรื่องหนึ่งเลย หากไม่นับว่าเสียงตัวละครส่วนใหญ่จะแตกไม่ก็แหบพร่าเพราะเป็นอสูรเกือบๆจะ 90% (อันนี้แล้วแต่คนชอบ)

 

 

เกมส์เพลย์

 


 

 

                               หลายคนดูเผินๆจะบอกว่าคล้าย God of War หลายคนเล่นแล้วบอกว่าเหมือน Devil May Cry อีกหลายคนเล่นไปถึงกลางๆเกมส์จะบอกว่านี่มัน Zelda เวอร์ชั่นตะวันตกแท้ๆ เอาเป็นว่าในส่วนของการสู้กับศัตรูนั้นจะใช้อาวุธดาบเป็นเป็นหลัก แต่เราก็สามารถหยิบหรือขว้างปาสิ่งของในฉากได้(ถ้ามี) ด้วยรัศมีการฟันที่กว้างทำให้การปะทะกับศัตรูกลุ่มใหญ่ๆจึงเป็นเรื่องสนุก แต่ก็ใช่ว่าเราจะหลับหูหลับตาฟันๆใส่ได้อย่างเดียว ศัตรูที่เป็นยูนิตใหญ่ๆนั้นจะโจมตีแรงมากหากโดนจังๆ จึงต้องรู้จักอ่านทางและแดชหลบก่อนจะหาช่องฟันเน้นๆ การฟินิชชิ่งในเกมส์นี้ต่างจาก GoW ตรงที่เรากดเพียงแค่ปุ่มเดียว (O ของPS3 , B ของ Xbox)ก็นั่งรอดูศัตรูโดนเชือดแบบงดงามได้เลย ไม่มีระบบควิ๊กไทม์อีเวนต์ให้กดต่อ (ยกเว้นบอสตัวสุดท้ายที่มีให้รั่วปุ่ม...ตั้ง 1 ครั้งแน่ะ....= =" ไม่รู้จะใส่มาทำไม)

 

ศัตรู

 

 

                               ในโลกของดาร์คไซเดอร์นั้น เราจะท่องไปในโลก ณ ยุคที่มนุษยชาติสูญสิ้นไปหมดแล้ว(หรือเหลือรอดก็ยังไม่ปรากฏให้เห็น) สิ่งที่พบเจอก็คือ ปีศาจ และ กองทัพเทพ เท่านั้น โดยเราเป็นศัตรูกับทั้งสองฝ่าย ส่วนตัวแอบคิดว่าฝ่ายกองเทพนั้นค่อนข้างจะเข้าขั้นคำว่า "กระจอก" เลยทีเดียว หากเห็นฝูงนี้โผล่มาสบายใจได้เลยว่าไม่มีตายแน่นอน(ยกเว้นประมาทหรือพลังใกล้หมดจริงๆ) เนื่องจากพวกนี้เกราะอ่อนมาก ฟันคอมโบเดียวก็ชะงักแล้ว หากกดฟันรัวๆแทบจะคอนเฟิร์มเลยว่าเชือดพวกพี่แกได้นิ่มๆที่ละ 3-4 ก็ยังไหว ต่างกับปีศาจในเกมส์นี้ที่มีทั้งกระจอกกว่าเทพ ไปจนถึงตัวใหญ่ยักษ์โคตรอึดยากบรรลัยกาล การสู้กับปีศาจจึงต้องแบ่งรุกรับให้เป็น ไม่ใช่สักแต่ฟันแล้วจะฆ่าได้

 


 

 

บอส

 

 

                               ถึงจะเป็นเกมส์แอ๊คชั่น แต่บอส 90% ของเกมส์นั้นเป็นบอสแบบ "พัซเซิล" คือปราบไม่ยาก แค่ต้องปราบให้เป็น บอสลักษณะนี้เรื่องพลังโจมตีหรือความแรงของอาวุธมีส่วนช่วยน้อยมาก เพราะในการสู้นั้น...สิ่งที่เราต้องทำก็คือการสำเร็จเงื่อนไขเพื่อให้เปิดช่องว่างให้เราโจมตี ไม่ว่าจะเป็นการขว้างระเบิดใส่ ผลักรถรางกระแทก หรือยิงจุดวาร์ปเพื่ออ้อมไปด้านหลัง และในการโจมตีก็จะมีจำนวนครั้งที่แน่นอน ส่วนใหญ่แค่สำเร็จเงื่อนไข 3-5 รอบก็สามารถปราบได้แล้ว

 

ปริศนาในตัวเกม

 

                               เกมส์แอ็คชั่นของฝั่งตะวันตกมักถูกปรามาศบ่อยๆว่าปริศนาง่ายเหมือนเกมเด็กประถม แค่มีไว้เพื่อไม่ให้เกมส์ตรงเกินไปเท่านั้น แต่คำพูดเหล่านี้คงใช้ไม่ได้กับดาร์คไซเดอร์ เพราะเกินครึ่งของตัวด่านที่เราจะผจญภัยนั้นเป็นปริศนาทั้งสิ้น โดยระหว่างที่แก้ปริศนาก็จะพบเจอศัตรูมาประปรายให้ระบายความเครียด ระดับของพัซเซิลมีหลายระดับ แต่ที่ชวนปวดตับจะมีอยู่ 2 แบบคือ

1."แบบยาก" ที่อาศัยความซับซ้อนต้องใช้เชาวน์ปัญญาของผู้มีการศึกษา ตัวอย่างก็เช่นปริศนาในหอคอยบัลลังก์ดำที่เารต้องใช้จุดวาร์ปเคลื่อนย้ายกล่องไปถ่วงน้ำหนักบนกระเช้า 3 อันเพื่อให้ได้พื้นที่พอดีสำหรับกระโดดขึ้นไปชั้นบน

2."แบบง่าย แต่เสือกยาววววว" อันนี้เครียดกว่าแบบยากซะอีก แถมบางทีถ้าเราไม่ช่างสังเกต....มันอาจจะยากไปเลยก็ได้ พัซเซิลลักษณะนี้จะไม่มีอะไรซับซ้อน แค่สับสวิตซ์ทลายหินปิดทาง โหนไปโยกนู่นโยกนี่ แต่ขอบเขตปริศนาดันกว้างมากกกกก เช่น เราเจอทางตันที่จุดA แต่อาจจะต้องเดินอ้อมไปที่จุด D เพื่อกดสวิตซ์ จากนั้นวิ่งกลับไปจุด A เพื่อเก็บไอเท็ม แล้วไต่เชือกไปจุด B เพื่อใส่ไอเท็มในช่องปริศนา วนไปจุด D อีกครั้งเพื่อสับสวิตซ์ แวะไปจุด Cเพื่อเก็บไอเท็มครั้งสุดท้าย และถึงจะไปเปิดประตูที่จุด A ได้.....ซึ่งไอ้แต่ละจุดนี่ก็แยกห่างกันด้วยกำแพงบ้าง ทางน้ำบ้าง เชือกโหนบ้าง เอาเป็นว่าไม่ยาก แต่มันเหนื่อยครับ...

 

 

เนื้อเรื่อง

 

                               คอเกมส์ RPG อาจไม่ถูกใจนัก เพราะเนื้อเรื่องของดาร์คไซเดอร์นั้นออกแนวคอมมิคอเมริกันที่ตัวละครแต่ละตัวมีอัตลักษณ์กันแบบสุดขั้ว ในตอนต้นเกมส์จะมีการผูกปมให้ผู้เล่นเดากันถึงสาเหตุที่เหตุการณ์ทุกอย่างผิดเพี้ยนไปจากที่ควรจะเป็น ไหงสวรรค์กับนรกอยู่ดีๆมาตีกันกลางเมือง? ทำไมมีแค่พระเอกคนเดียวที่ถูกส่งมา? อัศวินอีกสามคนหายไปไหน? ซึ่งคำตอบจะถูกเฉลยในช่วงท้ายเกมส์ แม้ไม่ได้หักมุมจนคาดเดาไม่ได้แต่ก็นับว่าไม่จืดชืดเกินจะติดตามครับ โดยเฉพาะฉากจบนี่....บอกกันโต้งๆเลยว่า ไอ้ที่ผ่านมาน่ะแค่น้ำจิ้ม จากนี้ไปสิ...ของจริง

 

 

 

 

 

Walkthrough

 

                               ในการเล่นดาร์คไซเดอร์ ตัวเกมส์จะแบ่งออกหลักๆ 3 ส่วนครับคือ

 

1.ร่วงหล่น และเริ่มต้นการเดินทาง

2.ชิงหัวใจจาก 4 ผู้ถูกเลือก

3.หอคอยบัลลังก์ดำและศึกสุดท้าย

 

 ซึ่งทั้งหมดนี้ผมจะแบ่งสปอยล์คั่วกับการวิจารณ์เล็กๆน้อยๆไปทีละช่วงนะครับ รอติดตามในเอนทรี่ต่อๆไปได้เลยครับ(จะพยามไม่ดอง แต่ถ้างานเยอะก็อาจจะช่าช้าหน่อย ขออภัยล่วงหน้านะครับ)

edit @ 29 Sep 2010 21:02:31 by Starheart

ตอนแรกก็กะว่าจะเอาพรีวิว God of War มาลง แต่เผอิญโน้ตบุ๊คส่งซ่อมแถมไฟล์อยู่ในนั้นหมดด้วย

 

เนื่องจากอยากได้อย่างน้อยเดือนละเอนทรี่ จึงขอนำบทความดีๆที่ไปอ่านเจอมาให้รับชมกันครับ^-^

 

 

 

 

 

 

อิสระแห่งรัก


          ดังเช่นทุกค่ำอันเป็นกิจวัตร คุณพ่อเจ้าวัดนั่งสวดตามลำพังในความสงบเงียบตัวคนเดียวในวัด แต่ค่ำวันนี้ คุณพ่อไม่ได้พูดเพียงคนเดียว

          วัดขณะนั้นว่างเปล่า
          มิสซาเย็นเลิกไปนานแล้ว เสียงวิ่งเล่นของเด็กช่วยจารีตหน้าวัดเพิ่งจะเงียบหายไปเมื่อครู่
          
คุณ พ่อชัย จงพิทักษ์ เจ้าวัดวัย 50 จัดแจงปิดประตูวัดด้านหน้า และหน้าต่างทั้งสองด้านของวัด คงเหลือหน้าต่างสุดท้ายด้านข้างพระแท่น เมื่องับประตูห้องศักดิ์สิทธิ์แล้ว ก็ผ่านหน้าพระแท่นยกมือไหว้ ก่อนจะเดินมานั่งแถวหน้าสุด
          ภายในวัดเงียบสงัด เงียบจนกระทั่งเสียงถอนหายใจยาวของคุณพ่อขณะหย่อนตัวลง

นั่งได้ยินไปทั่ววัด ความเงียบขึ้น ก่อนที่คุณพ่อจะยกไม้กางเขนเล็กปลายสายประคำขึ้นจ่อหน้าผาก เพื่อทำสำคัญมหากางเขน
          “ คุณพ่อชัย ” เสียงนั้นดังขึ้นเล็กน้อย กระนั้นก็ยังแฝงไว้ซึ่งความคุ้นเคย และอ่อนหวาน
          “ ใครน่ะ ” คุณพ่อถาม พร้อมกับหันไปรอบ ๆ หาที่มาของเสียง
          “ คุณพ่อชัย … ทางนี้ !” เสียงเดียวกันเรียกอีก
          “ พระองค์ !” ตาคุณพ่อชัยตะลึง จ้องไปที่ไม้กางเขนใหญ่เหนือตู้ศีลมหาสนิท พระพักตร์พระเยซูเจ้าที่เคยซบลงมาทางไหล่ด้านขวา กำลังมองยิ้มละไมมาทางคุณพ่อ
          “ คุณพ่อ … ไม่ต้องคุกเข่าหรอก ” เสียงเดียวกันดังขึ้นมา เมื่อ คุณพ่อรีบผลุนผลันจะคุกเข่า “ เพื่อน ๆ เขานั่งคุยกันก็ได้นี่นา เออ … ว่าแต่ว่าคุณพ่อมีอะไรหนักใจหรือ เห็นถอนหายใจเป็นวักเป็นเวร …”
          “ คือ … ก็ … มันธรรมดาครับพระองค์ … เรื่องหนักใจประสามนุษย์ธรรมดา ๆ …” ตาคุณพ่อยังคงเบิกกว้างจ้องอยู่ที่ไม้กางเขน
          “ ธรรมดา ? สำหรับเพื่อนแล้วไม่มีอะไรธรรมดานะคุณพ่อ อย่างที่เขาบอก ๆ กัน แม้แต่น้ำธรรมดาก็หวาน เรื่องหนักใจของเพื่อนคนหนึ่งมันไม่ใช่ธรรมดานะ มันก็เรื่องหนักใจของเพื่อนอีกคนหนึ่งเหมือนกัน เพราะเพื่อนเขาร่วมแบ่งปันทุกสิ่งแก่กันและกัน …”
          “ ก็นี่แหละครับ ที่ทำให้ผมหนักใจ …”
          “ เราไม่เข้าใจ ”
          “ คือว่า … พูดกันตรง ๆ เลยครับ คือผมกำลังหนักใจแทนพระองค์ ”
          “ หนักใจแทนเรา ?”
          “ ใช่แล้วครับ … พระองค์ก็เห็น … คนเขาไม่สนใจพระองค์กันเลยเดี๋ยวนี้ …”
          “ ทำไมรึ ?”
          “ ก็พระองค์ลองดูวัดเย็นสิครับ … มากันไม่กี่คน … เด็กสี่ห้าคน คนแก่อีกหกเจ็ดคน … วันอาทิตย์ก็อย่างนั้น มาไม่ถึงครึ่งวัด ครึ่งวัดที่มาก็มากันช้าประจำ … มาแบบเสียไม่ได้ …”
          “ แล้วไง ?” เสียงนั้นเรียบเฉย ช่างผิดกับเสียงคุณพ่อชัยที่เริ่มส่ออารมณ์และความรู้สึก          “
          ก็นั่นส่อให้เห็นว่า … เขาเลิกสนใจพระองค์แล้ว … ดูเถอะพระองค์ … แม้จะอยู่ในเดือนมิถุนายน เดือนระลึกถึงดวงพระทัยพระองค์ ถึงความรักยิ่งใหญ่ของพระองค์ … ผมเองก็เทศน์แล้วเทศน์อีกให้มาวัดกันบ้าง มาแสดงความรักตอบพระองค์บ้าง … แต่ก็เท่านั้น ”
          “ ขอบใจมาก คุณพ่อชัยที่หนักใจแทน … แต่คุณพ่อก็ได้ทำหน้าที่แล้ว น่าจะสบายใจ ”
          “ จะให้ผมสบายใจได้ยังไงครับ … คนมาวัดแค่ไม่ถึงหยิบมือ …”
          “ เราว่า คุณพ่อชัยคิดอย่างนั้นไม่ถูกนา ในเรื่องความสัมพันธ์ของมนุษย์ ไม่น่าจะถือจำนวนมาก่อนบุคคล เราติดต่อกับบุคคลแต่ละบุคคล ไม่ใช่จำนวน … คุณพ่อชัยจำได้ไหม ? เมื่อเราบอกว่านายชุมพาปล่อยแกะเก้าสิบตัวไว้ในที่ปลอดภัย แล้วออกตามหาหนึ่งตัวที่พลัดหลงไป ถ้าคิดแง่จำนวนเก้าสิบเก้าตัวย่อม มากกว่าตัวเดียวจริงไหม แต่นายชุมพาลงทันลำบากลำบนออกหาตัวเดียวนั่นย่อมหมายความว่า แกะแต่ละตัวมีความสำคัญ เพราะความสัมพันธ์ของนายชุมพากับแกะ เป็นความสัมพันธ์ตัวต่อตัวไม่ใช่บุคคลกับจำนวน … คุณพ่ออาจจะสนใจจำนวนคนที่มาวัด แต่เราสนใจคนที่มาวัดมากกว่า …”
          “ ก็ถูกอย่างพระองค์ว่าแหละครับ แต่ผมว่า … ยิ่งคนมามากก็ยิ่งจะดีใช่ไหมครับพระองค์ …”
          “ ใช่ … เห็นด้วย แต่ขอถามคุณพ่อหน่อยเถอะว่า จำนวนน้อยที่สมัครมาด้วยใจรัก กับจำนวนมากที่ถูกบังคับฝืนใจมา คุณพ่อจะเลือกเอาอย่างไหน ?”
          “ ผมว่า จำนวนน้อยแต่สมัครใจมาดีกว่าครับ ”
          “ ถูกต้อง ! เรื่องของความรัก ความศรัทธานี่บังคับกันได้เมื่อไร ถ้าถูกบังคับให้รัก ก็ไม่เรียกว่ารักอีก ต่อไปแล้ว รักต้องมีอิสระอย่างที่เขาพูดกัน จะรักก็ได้ แต่ถ้าสมัครใจรัก นั่นแสดงว่ารักจริง …”
          “ แต่ว่า … เมื่อเห็นว่า พระองค์ทรงรักเราแค่ไหน และได้ทำอะไร เพื่อแสดงความรักต่อเราขนาดนี้แล้ว เขาน่าจะรักตอบน่าจะทำอะไร เพื่อแสดงความรักต่อพระองค์บ้าง …”
          “ น่าจะ … ใช่ … น่าจะ เพราะความรักเรียกร้องความรัก แต่ความจริงแล้ว ใช่ว่าทุกคนจะซึ้งใจความรักของเราที่มีต่อมนุษย์ก็หาไม่ ก็เหมือนความรักของพ่อแม่นั่นแหละ ไม่ใช่ว่าลูกทุกคนจะซึ้ง และรักตอบความรักของพ่อแม่เสมอไป …”
          “ แต่ว่า … ความรักของพระองค์ที่มีต่อมนุษย์เห็นเป็นเด่นชัดถึงขนาดนี้แล้ว แล้วทำไมจึงยังเฉยเมยกันอยู่ได้ ?” เสียงคุณพ่อชัยแผ่วเบาคล้ายกับจะพูดกับตนเอง
          “ คนเราจะซึ้งถึงความรักของใคร ถ้ามองเห็นว่าเขาเจาะจงรักตนโดยเฉพาะ ลูกจะซึ้งความรักของพ่อแม่ ถ้าพ่อแม่รักแต่ละคนโดยเฉพาะ ศิษย์ซึ้งถึงความรักของครู ถ้าครูรักศิษย์แต่ละคน … เด็กชายกำธร เด็กหญิงสุภีร์ … และไม่ใช่ครูรักศิษย์ลอย ๆ รวม ๆ … เช่นเดียวกับพ่อเจ้าวัด …”
          “ แล้วพระองค์ล่ะครับ ”
          “ เราก็เหมือนกัน … เรารักแต่ละคน … ไม่ใช่มนุษย์ลอย ๆ รวม ๆ เพราะความรักเป็นเรื่องของบุคคลต่อบุคคล ไม่ใช่บุคคลกับจำนวน … กับฝูงชน … กับมนุษยชาติ และนี่แหละสาเหตุใหญ่ ที่คนยังไม่ซึ้งต่อความรักของเรา พวกเขาพากันคิด และเข้าใจว่า เรารักมนุษย์รวมไปหมด และพวกเขาก็เป็นแค่ส่วนหนึ่งของมนุษย์จำนวนล้าน ๆ ที่ได้รับความรักจากเรา ดีไม่ดีหลายคนก็คิดซื่อ ๆ ว่าความรักของเราแบ่งกันแยะ คงจะได้ไปคนละไม่มาก … ก็เลยเฉย ๆ ไม่ซึ้ง ไม่รู้สึก ทั้ง ๆ ที่ตามความเป็นจริงแล้ว ความรักแบ่งได้เมื่อไร ใครคิดจะแบ่งรักก็เท่ากับแบ่งองค์พระเจ้า เพราะพระเจ้าคือรัก … รักใครก็รักหมดหัวใจ เรารักมนุษย์แต่ละคนหมดหัวใจของเรา แต่ละคนสำคัญสำหรับเรา หรือจะพูดให้ดีกว่า แต่ละคนสำคัญที่สุดสำหรับเราเพราะแต่ละคน ถูกสร้างมาไม่เหมือนกัน ไม่ซ้ำแบบใคร …”
          “ พระองค์พูดน่าคิด … ผมเองก็เถอะ ไม่ค่อยจะชัดเจนนักเรื่องนี้ …”
          “ นั่นนะซิ … ก็เลยการที่จะอธิบายให้สัตบุรุษฟังเกี่ยวกับเรื่องนี้มักจะทำกันแบบที่เคย ๆ ได้ยินกันมา … พระเจ้ารักมนุษย์บ้าง พระเจ้ารักโลกบ้าง พระเจ้ารักเราบ้าง … ซึ่งถ้าจะให้ถูก น่าจะบอกให้ชัดเจนเลยว่าพระเจ้ารักฉัน พระเจ้ารักคุณ … รักหมดหัวใจ … รักจนกระทั่งยอมตายเพื่อคุณ … เพื่อฉัน … แต่ละคน ”
          “ อย่างนี้ดูซึ้งขึ้นมากทีเดียวครับ … ถ้าทุกคนเข้าใจอย่างนี้วัดคงจะแน่นทั้งเดือนแน่พระองค์ …”
          “ ทั้งเดือนเท่านั้นหรือคุณพ่อ ? มันน่าจะทั้งปี … ตลอดปีจึงจะถูก คนเราถ้าจะรักกันแล้วไม่รักเฉพาะเดือน เฉพาะวัน แต่ต้องรักเสมอไม่มีเวลาสำหรับรัก และรักจะต้องไม่มีเวลา เพราะรักออกนอกกาลเวลา … แม้กาลเวลาจะผ่านพ้น แม้กาลเวลาจะพรากจากจบสิ้น แต่รักคงอยู่เสมอไป ชั่วฟ้าดินสลาย อย่างที่นักประพันธ์เขามักจะพูดกัน มนุษย์นี่ก็แปลกกำหนดวันแห่งความรักอยู่แค่รักเดียวในรอบปี … วันวาเลนไทน์ … ซึ่งที่จริงแล้ว ทุก ๆ วันน่าจะเป็นวันแห่งความรัก เพราะชีวิตมนุษย์มาจากความรัก ดำเนินอยู่ด้วยเพื่อความรักมุ่งไปสู่ความรัก …”
          “ คงจะลำบากหน่อย เพราะกุหลาบแดง และรูปหัวใจ …”
          “ จะลำบากอะไร กุหลาบแดงและรูปหัวใจเป็นแค่สัญลักษณ์ของความรัก … มีใครรักกันด้วยกุหลาบแดง หรือรูปหัวใจบ้าง ? รักไม่อยู่ที่หัวใจหรือกุหลาบ แต่รักคือชีวิต รักด้วยชีวิตต่างหาก ดู ๆ แล้วคนจะชอบสัญลักษณ์มากกว่าของจริง เพราะง่ายดี ไม่ต้องลำบากลำบนให้มาก … ชอบให้รูปหัวใจและดอกกุหลาบ มากกว่าจะให้รักแท้ชอบให้ของขวัญมากกว่าจะให้ตนเอง … หลายคนเลยเหมาเอาว่าสัญลักษณ์ของความรักกับความรักเป็นสิ่งเดียวกันเสียอีก … น่าเสียดาย …”
          ความเงียบสงบคลุมไปทั้งวัดอีกครั้ง ขณะที่คุณพ่อชัยนิ่งครุ่นคิดถึงสิ่งที่เพิ่งจะได้ยินได้ฟังมา แสงไฟ ตู้ศีลวอมแวม เต้นเป็นจังหวะไปกับสายลมแผ่วเบายามค่ำคืน ที่เล็ดลอดหน้าต่างน้อยเข้ามา ข้างนอกวัดเงียบสงัด
          “ เออ … ต้องการขอโทษพระองค์เป็นอย่างมาก ” คุณพ่อชัยพูดขึ้น คล้ายจะเพิ่งนึกอะไรขึ้นมาได้ “ ที่เสียมารยาทคุยกับพระองค์เสียนาน และไม่ได้เชิญพระองค์ให้นั่ง แขวนอยู่บนไม้กางเขนอย่างนั้น คงต้องลำบากมากนะครับ …”
          “ ไม่เป็นไร คุณพ่อ … หามิได้ เราชอบอยู่ของเราอย่างนี้ …” พระพักตร์พระเยซูเจ้าเปลี่ยนเป็นยิ้มระคนขบขัน
          “ พระองค์ชอบอย่างนี้ ?… ผมว่าพระองค์น่าจะลงจากกางเขนนานแล้วนะครับ … การไถ่บาปมนุษย์ก็สิ้น สุดไปแล้ว …”
          “ ใช่ การไถ่บาปมนุษย์สิ้นสุดไปแล้ว แต่ผลของการไถ่บาปนี่สิยังไม่ครบถ้วน ก็คนอีกเท่าไรที่ยังไม่ได้รับผลไถ่บาปของเราเลย ? บางคนไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเราได้ตายเพื่อไถ่กู้เขา ไม่รู้ว่าเราได้รักเขาถึงขนาดไหน ครั้งที่เราถูกตรึง ก็มีหลายคนเหมือนกันที่พูดเช่นเดียวกับคุณพ่อ … พูดท้าให้เราลงจากไม้กางเขน แถมยังบอกด้วยว่า ถ้าเราลงจากไม้กางเขนได้ เขาจะเชื่อ …”
          “ พระองค์ก็น่าจะลงมาให้เขาเห็นเลย เขาจะได้เชื่อ …”
          “ คุณพ่อก็เหมือนกันนั่นแหละ พวกเขาคิดว่าการที่ลงมาจากไม้กางเขน ทั้ง ๆ ที่ถูกตรึงอยู่อย่าง แน่นหนาอย่างนั้น เป็นเรื่องยากและน่าพิศวง แต่พวกเขาหาฉุกคิดสักนิดไม่ว่า การที่จะแขวนอยู่ต่อไปบนไม้กางเขนทั้ง ๆ ที่จะลงมาเมื่อไหรก็ได้ เพราะเรามีฤทธิ์จะทำเช่นนั้น แต่เราไม่ลงและคงยืนหยัดอยู่จนถึงที่สุด นั่นน่ะเป็นเรื่องยากไปกว่านั้นแยะ และน่าพิศวงกว่าเป็นไหน ๆ พลังของความรักนั้นไม่มีขอบเขต เหมือนองค์พระเจ้าทรงไม่มีขอบเขต และเราต้องการพิสูจน์ให้เห็นว่า ความรักทำได้ถึงขนาดไหนสำหรับคนที่เรารัก …”
          “ มันยากมากครับพระองค์ …”
          “ ใช่ มันยากมาก … การที่จะเริ่มรักน่ะง่าย แต่การที่จะรักให้ตลอดนี่สิยาก อย่างที่คุณพ่อว่านั่นแหละ แต่นี่เป็นเครื่องพิสูจน์ว่ารักจริงชายหญิงรักกันเมื่อแรกแต่งงานด้วยกัน ทั้งนั้นแหละ แต่ที่จะรักกันตลอดไปจนชีวิตจะหาไม่นั้น จะใช่ทุกคนก็เปล่า เข้าทำนองที่เขาพูดกันว่า ใหม่ ๆ หน้าตาจุ๋มจิ๋ม .. ก็เหมือนกับการคบเพื่อนนั่นแหละ เพื่อนใหม่ ๆ หาง่าย แต่การจะรักษาทะนุถนอมเพื่อนไว้นี่สิยาก ถ้าอยากจะรักกันให้ตลอดละก็ แต่ละคนจะต้องยืนหยัดมั่นคงในการตอกตรึงตนเองไว้เสมอ พูดง่าย ๆ แต่ละฝ่ายต้องตายจากตนเองเพื่ออีกฝ่าย หนึ่ง …”

           “ แล้วพระองค์จะต้องอยู่อย่างนี้ไปอีกนานสักเท่าไรล่ะครับ ?”
           “ ก็จนกว่ามนุษย์แต่ละคนเห็นซึ้งว่า เรารักเขาขนาดไหน … ”
          สิ้นเสียง พระเศียรของพระเยซูเจ้าก็ซบลงมาแน่นิ่งทางไหล่ด้านขวาเหมือนเดิม ขณะเสียงยามตีเหล็กสิบครั้งดังมาจากปลายถนน
          
คุณพ่อชัยยกมือขึ้นแตะหน้าผากทำสำคัญมหากางเขนอย่างสำรวมก่อนจะเดินไปปิดหน้าต่างด้านพระแท่น
        
เสียงถอนหายใจแผ่วเบา จนคุณพ่อชัยเองแทบจะไม่ได้ยิน ดังแทรกเสียงปิดประตูวัด ก่อนที่คุณพ่อจะเดินห่างจากวัดไป

 

 

http://www.salit.org/conten/jesus%20love/n2.html

เครดิตจากเว็บนี้ครับ

ขอให้คนไทยรักกันมากๆนะครับ^-^ เจอกันเอนทรี่หน้า ขอพระเจ้าทรงคุ้มครองครับ

edit @ 31 Jul 2010 23:29:11 by Starheart