ตอนแรกก็กะว่าจะเอาพรีวิว God of War มาลง แต่เผอิญโน้ตบุ๊คส่งซ่อมแถมไฟล์อยู่ในนั้นหมดด้วย

 

เนื่องจากอยากได้อย่างน้อยเดือนละเอนทรี่ จึงขอนำบทความดีๆที่ไปอ่านเจอมาให้รับชมกันครับ^-^

 

 

 

 

 

 

อิสระแห่งรัก


          ดังเช่นทุกค่ำอันเป็นกิจวัตร คุณพ่อเจ้าวัดนั่งสวดตามลำพังในความสงบเงียบตัวคนเดียวในวัด แต่ค่ำวันนี้ คุณพ่อไม่ได้พูดเพียงคนเดียว

          วัดขณะนั้นว่างเปล่า
          มิสซาเย็นเลิกไปนานแล้ว เสียงวิ่งเล่นของเด็กช่วยจารีตหน้าวัดเพิ่งจะเงียบหายไปเมื่อครู่
          
คุณ พ่อชัย จงพิทักษ์ เจ้าวัดวัย 50 จัดแจงปิดประตูวัดด้านหน้า และหน้าต่างทั้งสองด้านของวัด คงเหลือหน้าต่างสุดท้ายด้านข้างพระแท่น เมื่องับประตูห้องศักดิ์สิทธิ์แล้ว ก็ผ่านหน้าพระแท่นยกมือไหว้ ก่อนจะเดินมานั่งแถวหน้าสุด
          ภายในวัดเงียบสงัด เงียบจนกระทั่งเสียงถอนหายใจยาวของคุณพ่อขณะหย่อนตัวลง

นั่งได้ยินไปทั่ววัด ความเงียบขึ้น ก่อนที่คุณพ่อจะยกไม้กางเขนเล็กปลายสายประคำขึ้นจ่อหน้าผาก เพื่อทำสำคัญมหากางเขน
          “ คุณพ่อชัย ” เสียงนั้นดังขึ้นเล็กน้อย กระนั้นก็ยังแฝงไว้ซึ่งความคุ้นเคย และอ่อนหวาน
          “ ใครน่ะ ” คุณพ่อถาม พร้อมกับหันไปรอบ ๆ หาที่มาของเสียง
          “ คุณพ่อชัย … ทางนี้ !” เสียงเดียวกันเรียกอีก
          “ พระองค์ !” ตาคุณพ่อชัยตะลึง จ้องไปที่ไม้กางเขนใหญ่เหนือตู้ศีลมหาสนิท พระพักตร์พระเยซูเจ้าที่เคยซบลงมาทางไหล่ด้านขวา กำลังมองยิ้มละไมมาทางคุณพ่อ
          “ คุณพ่อ … ไม่ต้องคุกเข่าหรอก ” เสียงเดียวกันดังขึ้นมา เมื่อ คุณพ่อรีบผลุนผลันจะคุกเข่า “ เพื่อน ๆ เขานั่งคุยกันก็ได้นี่นา เออ … ว่าแต่ว่าคุณพ่อมีอะไรหนักใจหรือ เห็นถอนหายใจเป็นวักเป็นเวร …”
          “ คือ … ก็ … มันธรรมดาครับพระองค์ … เรื่องหนักใจประสามนุษย์ธรรมดา ๆ …” ตาคุณพ่อยังคงเบิกกว้างจ้องอยู่ที่ไม้กางเขน
          “ ธรรมดา ? สำหรับเพื่อนแล้วไม่มีอะไรธรรมดานะคุณพ่อ อย่างที่เขาบอก ๆ กัน แม้แต่น้ำธรรมดาก็หวาน เรื่องหนักใจของเพื่อนคนหนึ่งมันไม่ใช่ธรรมดานะ มันก็เรื่องหนักใจของเพื่อนอีกคนหนึ่งเหมือนกัน เพราะเพื่อนเขาร่วมแบ่งปันทุกสิ่งแก่กันและกัน …”
          “ ก็นี่แหละครับ ที่ทำให้ผมหนักใจ …”
          “ เราไม่เข้าใจ ”
          “ คือว่า … พูดกันตรง ๆ เลยครับ คือผมกำลังหนักใจแทนพระองค์ ”
          “ หนักใจแทนเรา ?”
          “ ใช่แล้วครับ … พระองค์ก็เห็น … คนเขาไม่สนใจพระองค์กันเลยเดี๋ยวนี้ …”
          “ ทำไมรึ ?”
          “ ก็พระองค์ลองดูวัดเย็นสิครับ … มากันไม่กี่คน … เด็กสี่ห้าคน คนแก่อีกหกเจ็ดคน … วันอาทิตย์ก็อย่างนั้น มาไม่ถึงครึ่งวัด ครึ่งวัดที่มาก็มากันช้าประจำ … มาแบบเสียไม่ได้ …”
          “ แล้วไง ?” เสียงนั้นเรียบเฉย ช่างผิดกับเสียงคุณพ่อชัยที่เริ่มส่ออารมณ์และความรู้สึก          “
          ก็นั่นส่อให้เห็นว่า … เขาเลิกสนใจพระองค์แล้ว … ดูเถอะพระองค์ … แม้จะอยู่ในเดือนมิถุนายน เดือนระลึกถึงดวงพระทัยพระองค์ ถึงความรักยิ่งใหญ่ของพระองค์ … ผมเองก็เทศน์แล้วเทศน์อีกให้มาวัดกันบ้าง มาแสดงความรักตอบพระองค์บ้าง … แต่ก็เท่านั้น ”
          “ ขอบใจมาก คุณพ่อชัยที่หนักใจแทน … แต่คุณพ่อก็ได้ทำหน้าที่แล้ว น่าจะสบายใจ ”
          “ จะให้ผมสบายใจได้ยังไงครับ … คนมาวัดแค่ไม่ถึงหยิบมือ …”
          “ เราว่า คุณพ่อชัยคิดอย่างนั้นไม่ถูกนา ในเรื่องความสัมพันธ์ของมนุษย์ ไม่น่าจะถือจำนวนมาก่อนบุคคล เราติดต่อกับบุคคลแต่ละบุคคล ไม่ใช่จำนวน … คุณพ่อชัยจำได้ไหม ? เมื่อเราบอกว่านายชุมพาปล่อยแกะเก้าสิบตัวไว้ในที่ปลอดภัย แล้วออกตามหาหนึ่งตัวที่พลัดหลงไป ถ้าคิดแง่จำนวนเก้าสิบเก้าตัวย่อม มากกว่าตัวเดียวจริงไหม แต่นายชุมพาลงทันลำบากลำบนออกหาตัวเดียวนั่นย่อมหมายความว่า แกะแต่ละตัวมีความสำคัญ เพราะความสัมพันธ์ของนายชุมพากับแกะ เป็นความสัมพันธ์ตัวต่อตัวไม่ใช่บุคคลกับจำนวน … คุณพ่ออาจจะสนใจจำนวนคนที่มาวัด แต่เราสนใจคนที่มาวัดมากกว่า …”
          “ ก็ถูกอย่างพระองค์ว่าแหละครับ แต่ผมว่า … ยิ่งคนมามากก็ยิ่งจะดีใช่ไหมครับพระองค์ …”
          “ ใช่ … เห็นด้วย แต่ขอถามคุณพ่อหน่อยเถอะว่า จำนวนน้อยที่สมัครมาด้วยใจรัก กับจำนวนมากที่ถูกบังคับฝืนใจมา คุณพ่อจะเลือกเอาอย่างไหน ?”
          “ ผมว่า จำนวนน้อยแต่สมัครใจมาดีกว่าครับ ”
          “ ถูกต้อง ! เรื่องของความรัก ความศรัทธานี่บังคับกันได้เมื่อไร ถ้าถูกบังคับให้รัก ก็ไม่เรียกว่ารักอีก ต่อไปแล้ว รักต้องมีอิสระอย่างที่เขาพูดกัน จะรักก็ได้ แต่ถ้าสมัครใจรัก นั่นแสดงว่ารักจริง …”
          “ แต่ว่า … เมื่อเห็นว่า พระองค์ทรงรักเราแค่ไหน และได้ทำอะไร เพื่อแสดงความรักต่อเราขนาดนี้แล้ว เขาน่าจะรักตอบน่าจะทำอะไร เพื่อแสดงความรักต่อพระองค์บ้าง …”
          “ น่าจะ … ใช่ … น่าจะ เพราะความรักเรียกร้องความรัก แต่ความจริงแล้ว ใช่ว่าทุกคนจะซึ้งใจความรักของเราที่มีต่อมนุษย์ก็หาไม่ ก็เหมือนความรักของพ่อแม่นั่นแหละ ไม่ใช่ว่าลูกทุกคนจะซึ้ง และรักตอบความรักของพ่อแม่เสมอไป …”
          “ แต่ว่า … ความรักของพระองค์ที่มีต่อมนุษย์เห็นเป็นเด่นชัดถึงขนาดนี้แล้ว แล้วทำไมจึงยังเฉยเมยกันอยู่ได้ ?” เสียงคุณพ่อชัยแผ่วเบาคล้ายกับจะพูดกับตนเอง
          “ คนเราจะซึ้งถึงความรักของใคร ถ้ามองเห็นว่าเขาเจาะจงรักตนโดยเฉพาะ ลูกจะซึ้งความรักของพ่อแม่ ถ้าพ่อแม่รักแต่ละคนโดยเฉพาะ ศิษย์ซึ้งถึงความรักของครู ถ้าครูรักศิษย์แต่ละคน … เด็กชายกำธร เด็กหญิงสุภีร์ … และไม่ใช่ครูรักศิษย์ลอย ๆ รวม ๆ … เช่นเดียวกับพ่อเจ้าวัด …”
          “ แล้วพระองค์ล่ะครับ ”
          “ เราก็เหมือนกัน … เรารักแต่ละคน … ไม่ใช่มนุษย์ลอย ๆ รวม ๆ เพราะความรักเป็นเรื่องของบุคคลต่อบุคคล ไม่ใช่บุคคลกับจำนวน … กับฝูงชน … กับมนุษยชาติ และนี่แหละสาเหตุใหญ่ ที่คนยังไม่ซึ้งต่อความรักของเรา พวกเขาพากันคิด และเข้าใจว่า เรารักมนุษย์รวมไปหมด และพวกเขาก็เป็นแค่ส่วนหนึ่งของมนุษย์จำนวนล้าน ๆ ที่ได้รับความรักจากเรา ดีไม่ดีหลายคนก็คิดซื่อ ๆ ว่าความรักของเราแบ่งกันแยะ คงจะได้ไปคนละไม่มาก … ก็เลยเฉย ๆ ไม่ซึ้ง ไม่รู้สึก ทั้ง ๆ ที่ตามความเป็นจริงแล้ว ความรักแบ่งได้เมื่อไร ใครคิดจะแบ่งรักก็เท่ากับแบ่งองค์พระเจ้า เพราะพระเจ้าคือรัก … รักใครก็รักหมดหัวใจ เรารักมนุษย์แต่ละคนหมดหัวใจของเรา แต่ละคนสำคัญสำหรับเรา หรือจะพูดให้ดีกว่า แต่ละคนสำคัญที่สุดสำหรับเราเพราะแต่ละคน ถูกสร้างมาไม่เหมือนกัน ไม่ซ้ำแบบใคร …”
          “ พระองค์พูดน่าคิด … ผมเองก็เถอะ ไม่ค่อยจะชัดเจนนักเรื่องนี้ …”
          “ นั่นนะซิ … ก็เลยการที่จะอธิบายให้สัตบุรุษฟังเกี่ยวกับเรื่องนี้มักจะทำกันแบบที่เคย ๆ ได้ยินกันมา … พระเจ้ารักมนุษย์บ้าง พระเจ้ารักโลกบ้าง พระเจ้ารักเราบ้าง … ซึ่งถ้าจะให้ถูก น่าจะบอกให้ชัดเจนเลยว่าพระเจ้ารักฉัน พระเจ้ารักคุณ … รักหมดหัวใจ … รักจนกระทั่งยอมตายเพื่อคุณ … เพื่อฉัน … แต่ละคน ”
          “ อย่างนี้ดูซึ้งขึ้นมากทีเดียวครับ … ถ้าทุกคนเข้าใจอย่างนี้วัดคงจะแน่นทั้งเดือนแน่พระองค์ …”
          “ ทั้งเดือนเท่านั้นหรือคุณพ่อ ? มันน่าจะทั้งปี … ตลอดปีจึงจะถูก คนเราถ้าจะรักกันแล้วไม่รักเฉพาะเดือน เฉพาะวัน แต่ต้องรักเสมอไม่มีเวลาสำหรับรัก และรักจะต้องไม่มีเวลา เพราะรักออกนอกกาลเวลา … แม้กาลเวลาจะผ่านพ้น แม้กาลเวลาจะพรากจากจบสิ้น แต่รักคงอยู่เสมอไป ชั่วฟ้าดินสลาย อย่างที่นักประพันธ์เขามักจะพูดกัน มนุษย์นี่ก็แปลกกำหนดวันแห่งความรักอยู่แค่รักเดียวในรอบปี … วันวาเลนไทน์ … ซึ่งที่จริงแล้ว ทุก ๆ วันน่าจะเป็นวันแห่งความรัก เพราะชีวิตมนุษย์มาจากความรัก ดำเนินอยู่ด้วยเพื่อความรักมุ่งไปสู่ความรัก …”
          “ คงจะลำบากหน่อย เพราะกุหลาบแดง และรูปหัวใจ …”
          “ จะลำบากอะไร กุหลาบแดงและรูปหัวใจเป็นแค่สัญลักษณ์ของความรัก … มีใครรักกันด้วยกุหลาบแดง หรือรูปหัวใจบ้าง ? รักไม่อยู่ที่หัวใจหรือกุหลาบ แต่รักคือชีวิต รักด้วยชีวิตต่างหาก ดู ๆ แล้วคนจะชอบสัญลักษณ์มากกว่าของจริง เพราะง่ายดี ไม่ต้องลำบากลำบนให้มาก … ชอบให้รูปหัวใจและดอกกุหลาบ มากกว่าจะให้รักแท้ชอบให้ของขวัญมากกว่าจะให้ตนเอง … หลายคนเลยเหมาเอาว่าสัญลักษณ์ของความรักกับความรักเป็นสิ่งเดียวกันเสียอีก … น่าเสียดาย …”
          ความเงียบสงบคลุมไปทั้งวัดอีกครั้ง ขณะที่คุณพ่อชัยนิ่งครุ่นคิดถึงสิ่งที่เพิ่งจะได้ยินได้ฟังมา แสงไฟ ตู้ศีลวอมแวม เต้นเป็นจังหวะไปกับสายลมแผ่วเบายามค่ำคืน ที่เล็ดลอดหน้าต่างน้อยเข้ามา ข้างนอกวัดเงียบสงัด
          “ เออ … ต้องการขอโทษพระองค์เป็นอย่างมาก ” คุณพ่อชัยพูดขึ้น คล้ายจะเพิ่งนึกอะไรขึ้นมาได้ “ ที่เสียมารยาทคุยกับพระองค์เสียนาน และไม่ได้เชิญพระองค์ให้นั่ง แขวนอยู่บนไม้กางเขนอย่างนั้น คงต้องลำบากมากนะครับ …”
          “ ไม่เป็นไร คุณพ่อ … หามิได้ เราชอบอยู่ของเราอย่างนี้ …” พระพักตร์พระเยซูเจ้าเปลี่ยนเป็นยิ้มระคนขบขัน
          “ พระองค์ชอบอย่างนี้ ?… ผมว่าพระองค์น่าจะลงจากกางเขนนานแล้วนะครับ … การไถ่บาปมนุษย์ก็สิ้น สุดไปแล้ว …”
          “ ใช่ การไถ่บาปมนุษย์สิ้นสุดไปแล้ว แต่ผลของการไถ่บาปนี่สิยังไม่ครบถ้วน ก็คนอีกเท่าไรที่ยังไม่ได้รับผลไถ่บาปของเราเลย ? บางคนไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเราได้ตายเพื่อไถ่กู้เขา ไม่รู้ว่าเราได้รักเขาถึงขนาดไหน ครั้งที่เราถูกตรึง ก็มีหลายคนเหมือนกันที่พูดเช่นเดียวกับคุณพ่อ … พูดท้าให้เราลงจากไม้กางเขน แถมยังบอกด้วยว่า ถ้าเราลงจากไม้กางเขนได้ เขาจะเชื่อ …”
          “ พระองค์ก็น่าจะลงมาให้เขาเห็นเลย เขาจะได้เชื่อ …”
          “ คุณพ่อก็เหมือนกันนั่นแหละ พวกเขาคิดว่าการที่ลงมาจากไม้กางเขน ทั้ง ๆ ที่ถูกตรึงอยู่อย่าง แน่นหนาอย่างนั้น เป็นเรื่องยากและน่าพิศวง แต่พวกเขาหาฉุกคิดสักนิดไม่ว่า การที่จะแขวนอยู่ต่อไปบนไม้กางเขนทั้ง ๆ ที่จะลงมาเมื่อไหรก็ได้ เพราะเรามีฤทธิ์จะทำเช่นนั้น แต่เราไม่ลงและคงยืนหยัดอยู่จนถึงที่สุด นั่นน่ะเป็นเรื่องยากไปกว่านั้นแยะ และน่าพิศวงกว่าเป็นไหน ๆ พลังของความรักนั้นไม่มีขอบเขต เหมือนองค์พระเจ้าทรงไม่มีขอบเขต และเราต้องการพิสูจน์ให้เห็นว่า ความรักทำได้ถึงขนาดไหนสำหรับคนที่เรารัก …”
          “ มันยากมากครับพระองค์ …”
          “ ใช่ มันยากมาก … การที่จะเริ่มรักน่ะง่าย แต่การที่จะรักให้ตลอดนี่สิยาก อย่างที่คุณพ่อว่านั่นแหละ แต่นี่เป็นเครื่องพิสูจน์ว่ารักจริงชายหญิงรักกันเมื่อแรกแต่งงานด้วยกัน ทั้งนั้นแหละ แต่ที่จะรักกันตลอดไปจนชีวิตจะหาไม่นั้น จะใช่ทุกคนก็เปล่า เข้าทำนองที่เขาพูดกันว่า ใหม่ ๆ หน้าตาจุ๋มจิ๋ม .. ก็เหมือนกับการคบเพื่อนนั่นแหละ เพื่อนใหม่ ๆ หาง่าย แต่การจะรักษาทะนุถนอมเพื่อนไว้นี่สิยาก ถ้าอยากจะรักกันให้ตลอดละก็ แต่ละคนจะต้องยืนหยัดมั่นคงในการตอกตรึงตนเองไว้เสมอ พูดง่าย ๆ แต่ละฝ่ายต้องตายจากตนเองเพื่ออีกฝ่าย หนึ่ง …”

           “ แล้วพระองค์จะต้องอยู่อย่างนี้ไปอีกนานสักเท่าไรล่ะครับ ?”
           “ ก็จนกว่ามนุษย์แต่ละคนเห็นซึ้งว่า เรารักเขาขนาดไหน … ”
          สิ้นเสียง พระเศียรของพระเยซูเจ้าก็ซบลงมาแน่นิ่งทางไหล่ด้านขวาเหมือนเดิม ขณะเสียงยามตีเหล็กสิบครั้งดังมาจากปลายถนน
          
คุณพ่อชัยยกมือขึ้นแตะหน้าผากทำสำคัญมหากางเขนอย่างสำรวมก่อนจะเดินไปปิดหน้าต่างด้านพระแท่น
        
เสียงถอนหายใจแผ่วเบา จนคุณพ่อชัยเองแทบจะไม่ได้ยิน ดังแทรกเสียงปิดประตูวัด ก่อนที่คุณพ่อจะเดินห่างจากวัดไป

 

 

http://www.salit.org/conten/jesus%20love/n2.html

เครดิตจากเว็บนี้ครับ

ขอให้คนไทยรักกันมากๆนะครับ^-^ เจอกันเอนทรี่หน้า ขอพระเจ้าทรงคุ้มครองครับ

edit @ 31 Jul 2010 23:29:11 by Starheart

Comment

Comment:

Tweet

ดู ๆ แล้วคนจะชอบสัญลักษณ์มากกว่าของจริง เพราะง่ายดี ไม่ต้องลำบากลำบนให้มาก
<-- ชอบวรรคนี้แฮะ

อ่านแล้วรู้สึกว่าทำให้มองโลกในแง่ดี ได้มากยิ่งขึ้นไปอีกแฮะ
ขอบคุณสำหรับบทความดีๆ นะจ้ะ cry

#1 By Bluedog : หมาหน่อ on 2010-07-31 22:54